แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถ่ายภาพดาราศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถ่ายภาพดาราศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ผลการศึกษาภาพถ่ายทางช้างเผือกในประเทศไทย พ.ศ.2565

การศึกษาภาพถ่ายทางช้างเผือกในประเทศไทย พ.ศ.2565 
โดย ชมรมดาราศาสตร์และมวลเมฆ จ.ราชบุรี

เนื้อหา
  • กล่าวทั่วไป
  • วัตถุประสงค์ของการศึกษา
  • ขอบเขตของการศึกษา
  • ผลการศึกษา
    • ข้อมูลทั่วไป
    • จังหวัดที่มีสถานที่ถ่ายภาพทางช้างเผือกมากที่สุด
    • สถานที่ที่มีผู้โพสต์ภาพถ่ายทางช้างเผือกมากที่สุด
    • จังหวัดที่มีการโพสต์ภาพถ่ายทางช้างเผือกมากที่สุด
    • พฤติกรรมของผู้ที่ถ่ายภาพช้างเผือก
  • อภิปรายผลการศึกษา 
  • ประโยชน์ที่คาดหวังจากศึกษา
***************************
กล่าวทั่วไป
ภาพถ่ายทางช้างเผือก (Milky way) จากสถานที่ต่าง ๆ  ในประเทศไทย ปี พ.ศ.2565 นับเป็นภาพถ่ายที่ทรงคุณค่าทางดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยว ซึ่งเจ้าของภาพหรือผู้ถ่ายได้เผยแพร่เป็นสาธารณะในโลกออนไลน์ ภาพบางภาพยังได้อธิบายรายละเอียดสถานที่และเทคนิควิธีการถ่ายภาพไว้ด้วย อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถนำความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ ต่อยอดและพัฒนา เพื่อให้การถ่ายภาพทางช้างเผือกมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น

หลังจากได้รวบรวมภาพถ่ายทางช้างเผือกในประเทศไทย พ.ศ.2565 เสร็จเรียบร้อยแล้ว (ดูรายละเอียด) ทางชมรมดาราศาสตร์และมวลเมฆ จ.ราชบุรี จึงได้นำมาศึกษาวิเคราะห์ในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้เป็นสารสนเทศที่มีประโยชน์ต่อแวดวงทางดาราศาสตร์ของไทยต่อไป

วัตถุประสงค์ของการศึกษา
  1. รวบรวมสถานที่ที่มีการถ่ายภาพทางช้างเผือกในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2565
  2. จัดลำดับสถานที่ที่มีคนโพสต์ภาพถ่ายทางช้างเผือกมากที่สุด
  3. ศึกษาพฤติกรรมของผู้ที่ถ่ายภาพทางช้างเผือก
ขอบเขตของการศึกษา
  1. ศึกษาเฉพาะภาพถ่ายทางช้างเผือกในประเทศไทยที่สามารถระบุสถานที่ถ่ายภาพได้ และผู้ถ่ายได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คกลุ่มสาธารณะ จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ 
  2. ห้วงเวลาที่เก็บข้อมูล 1 ม.ค.2565-31 ธ.ค.2565 

ผลการศึกษา
ข้อมูลทั่วไป
  1. จำนวนภาพถ่ายทางช้างเผือกในประเทศไทยที่โพสต์ไว้ ในปี พ.ศ.2565 มีจำนวนทั้งสิ้น  1,464 ภาพ จากผู้ถ่ายภาพ จำนวนทั้งสิ้น 401 คน (ดูรายละเอียด)
  2. สถานที่ที่มีการภาพถ่ายทางช้างเผือก รวม 445 แห่ง จาก 62 จังหวัด 
จังหวัดที่มีสถานที่ถ่ายภาพทางช้างเผือกมากที่สุด 
10 อันดับแรก (เรียงจากมากไปหาน้อย)  ได้แก่
  1. จ.เชียงใหม่  จำนวน 50 แห่ง
  2. จ.กาญจนบุรี  จำนวน 31 แห่ง
  3. จ.เชียงราย  จำนวน 19 แห่ง
  4. จ.พังงา และ จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 18 แห่ง
  5. จ.เลย        จำนวน 16 แห่ง
  6. จ.เพชรบุรี   จำนวน 14 แห่ง
  7. จ.ประจวบคิรีขันธ์  จำนวน 13 แห่ง
  8. จ.อุบลราชธานี, จ.น่าน และ จ.เพชรบูรณ์ จำนวน 12 แห่ง
  9. จ.ลำปาง, จ.ชุมพร, จ.ชัยภูมิ และ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 11 แห่ง
  10. จ.ระนอง จำนวน 10 แห่ง
สถานที่ที่มีผู้โพสต์ภาพถ่ายทางช้างเผือกมากที่สุด
10 อันดับแรก (เรียงจากมากไปหาน้อย) ได้แก่
  • อันดับ 1 บ้านป่าปงเปียง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ (จำนวน 23 คน) 
  • อันดับ 2 ดอยหลวงเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (จำนวน 20 คน)
  • อันดับ 3 พระมหาธาตุนภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ (จำนวน 18 คน)
  • อันดับ 4 ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา (จำนวน 15 คน)
  • อันดับ 5 จุดชมวิว กม.41 ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ (จำนวน 14 คน)
  • อันดับ 6 สามพันโบก อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี (จำนวน 13 คน)
  • อันดับ 7 (จำนวน 11 คน)
    • คลองปากประ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง 
    • บ้านแฝด สะพานเอกชัย (ระโนด - ทะเลน้อย)​ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง  
    • จุดชมวิวฮาดู่บิ ม่อนชมวิวดอยหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ 
  • อันดับ 8 เสม็ดนางชี อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา (จำนวน 9 คน)
  • อันดับ 9 (จำนวน 8 คน)
    • มอหินขาว อุทยานแห่งชาติภูแลนคา อ.เมือง จ.ชัยภูมิ 
    • อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ 
  • อันดับ 10 (จำนวน 7 คน) 
    • อ่างเก็บน้ำแม่ผาแหน อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
    • วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี
จังหวัดที่มีการโพสต์ภาพถ่ายทางช้างเผือกมากที่สุด
10 อันดับแรก (เรียงจากมากไปหาน้อย) ได้แก่
  1. จ.เชียงใหม่    จำนวน 269 ภาพ
  2. จ.กาญจนบุรี   จำนวน 114 ภาพ
  3. จ.เชียงราย     จำนวน  83 ภาพ
  4. จ.พังงา         จำนวน  62 ภาพ
  5. จ.ชัยภูมิ และ จ.ยะลา จำนวน  53 ภาพ
  6. จ.พัทลุง        จำนวน  50 ภาพ
  7. จ.ระนอง        จำนวน 47 ภาพ
  8. จ.สุราษฎร์ธานี  จำนวน 46 ภาพ
  9. จ.อุบลราชธานี  จำนวน 45 ภาพ
  10. จ.แม่ฮ่องสอน   จำนวน 44 ภาพ
พฤติกรรมของผู้ที่ถ่ายภาพช้างเผือก
จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ที่ถ่ายภาพทางช้างเผือก จำนวน 401 คน พบว่า จำนวนร้อยละของผู้ที่ถ่ายภาพทางช้างเผือกจากจำนวนสถานที่ที่ถ่าย ตลอดปี 2565 จำแนกได้ ดังนี้ 
  • ถ่ายในสถานที่เพียงแห่งเดียว จำนวน 291 คน คิดเป็นร้อยละ 72.56 (มากที่สุด)
  • ถ่ายในสถานที่ 2 แห่ง จำนวน 48 คน คิดเป็นร้อยละ 11.97
  • ถ่ายในสถานที่ 3-5 แห่ง จำนวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 10.97
  • ถ่ายในสถานที่ 6-10 แห่ง จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 3.49
  • ถ่ายในสถานที่มากกว่า 10 แห่งขึ้นไป จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 1.01
หากแยกพฤติกรรมเป็นรายบุคคล ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพทางช้างเผือกจริง ๆ ที่เราชอบเรียกว่า นักล่าช้าง (Milky way hunter) จะพบนักล่าช้าง 2 ลักษณะดังนี้ 
  • นักล่าช้างประจำถิ่น (Local milky way hunter) หมายถึง ผู้ที่เสาะหาสถานที่ถ่ายภาพทางช้างเผือกในจังหวัดที่ตนเองอาศัยอยู่ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงเป็นบางครั้ง ได้แก่
  • นักล่าช้างระดับชาติ (Nation milky way hunter) หมายถึง ผู้ที่เดินทางเสาะแสวงหาสถานที่ถ่ายภาพทางช้างเผือกทั่วประเทศไทย ได้แก่ 
    • Rungsak Bandornsak จำนวน 18 แห่ง ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่(1) ตรัง(1) นครศรีธรรมราช(2) พังงา(4) พัทลุง(2) เพชรบูรณ์(1) เพชรบุรี(1) ระยอง(1) เลย (1) สงขลา(1) สุราษฎร์ธานี(1) หนองคาย (1) หนองบัวลำภู(1)
    • Songyut Supadach จำนวน 17 แห่ง ในพื้นที่  จ.กาญจนบุรี(1) ขอนแก่น(1) เชียงใหม่(1) นครศรีธรรมราช(1) พัทลุง(2) พิษณุโลก(2) ยะลา(2) เลย(1) สระแก้ว(1) สงขลา(2) สุรินทร์(1) สุโขทัย(1) อุบลราชธานี(1) 
    • มงคลบารมี ระยอง จำนวน 17 แห่ง ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี(3) จันทบุรี(2) ชัยภูมิ(2) พิษณุโลก(2) ระยอง(5) ราชบุรี(1) ลพบุรี(1) สระแก้ว(1) 
    • Nattakorn Prasansin จำนวน 9 แห่ง ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร(1) กาญจนบุรี(3) ตาก(1) ตราด(1) นครนายก(1) พิษณุโลก(1) ราชบุรี(1) 
    • Pathomphong Chantachot จำนวน 9 แห่ง ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี(3) เชียงใหม่(1) เชียงราย(2) ชัยภูมิ (1) ราชบุรี(1) อุบลราชธานี(1)
    • Vachira Thomas จำนวน 9 แห่ง ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่(1) พัทลุง(2) พิษณุโลก(1) แพร่(2) ลำปาง(1) สงขลา(1) สุโขทัย(1) 
ศึกษาฐานข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ "รวมภาพถ่ายทางช้างเผือกในประเทศไทย ปี 2565"

อภิปรายผลการศึกษา 
การรวบรวมภาพถ่ายทางช้างเผือกในประเทศไทย ปี พ.ศ.2565 นี้ เป็นเพียงการรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูล  เพื่อให้สามารถทราบได้ว่า สถานที่ถ่ายภาพทางช้างเผือกในประเทศไทย มีอยู่ที่ใดบ้าง และอยู่ในจังหวัดใด มีคนนิยมไปถ่ายภาพมากน้อยแค่ไหน และหากผู้ที่เปิดภาพแต่ละภาพดู จะได้ทราบถึงลักษณะพื้นที่ เทคนิควิธีการถ่าย และการจัดองค์ประกอบของภาพ ซึ่งจะเป็นความรู้พื้นฐานเพื่อปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาให้การถ่ายภาพทางช้างเผือกมีความสวยงาม และสมจริงมากยิ่งขึ้น 

ภาพที่รวบรวมไว้จำนวน 1,464 ภาพ จากผู้ถ่าย 401 คน จาก 445 สถานที่ใน 62 จังหวัด เป็นภาพที่ผู้โพสต์ได้ระบุสถานที่ถ่ายภาพเอาไว้ชัดเจน แต่น่าเสียดาย ยังมีอีกกว่า 200 ภาพ ที่ผู้โพสต์ไม่ได้ระบุสถานที่ถ่ายภาพไว้ ภาพถ่ายที่รวบรวมไว้เป็นเชิงปริมาณ ไม่ได้เชิงคุณภาพ อาจมีทั้งภาพที่สวยและไม่สวย หรือเป็นภาพที่มือใหม่หัดถ่าย แล้วโพสต์ขอคำแนะนำก็มีมาก อาจจะเห็นลาง ๆ ไม่ชัดเจนก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการถ่ายภาพทางช้างเผือกแล้ว  

จังหวัดที่มีการถ่ายภาพทางช้างเผือก ในปีนี้มีอยู่ 62 จังหวัด ส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณที่ท้องฟ้ามืด บนดอย บนภูเขา ริมทะเล ในอุทยานแห่งชาติ หรือชานเมือง แต่อีก 15 จังหวัด ยังไม่มีภาพถ่ายปรากฏเลย สำหรับบางจังหวัดที่มีแสงไฟในเมืองจ้ามาก ๆ เช่น กรุงเทพฯ ก็คงไม่สามารถถ่ายได้ 

การวิเคราะห์เปรียบเทียบสถิติการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในปี 2565 กับปี 2564 ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ เพราะปี 2564 ไม่ได้จัดทำข้อมูลไว้ (หรืออาจจะมีคนจัดทำ แต่ผมค้นหาไม่พบ) สำหรับในปี 2565 จำนวนนักล่าทางช้างเผือกอาจมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ก็เป็นไปได้ 

จากผลการศึกษาภาพถ่ายทางช้างเผือกในประเทศไทย พ.ศ.2565 หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อนักจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ สถาบันดาราศาสตร์ หน่วยงานราชการ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป

ประโยชน์ที่คาดหวังจากศึกษา
  1. เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ประสงค์จะถ่ายภาพทางช้างเผือกในปี 2566  ในสถานที่แห่งเดิมโดยปรับปรุงเทคนิควิธี และองค์ประกอบของภาพให้ดีขึ้น
  2. เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่ต้องการเสาะแสวงหาสถานที่ถ่ายภาพทางช้างเผือกแห่งใหม่ ๆ ที่ยังเคยไม่มีใครถ่ายมาก่อน
  3. เพื่อเป็นการแรงบันดาลใจให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป หันมาสนใจการดูดาวและการถ่ายภาพดาราศาสตร์
  4. เป็นแนวทางให้นักยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ สถาบันดาราศาสตร์ หน่วยงานราชการ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้เป็นข้อมูลเพื่อจัดทำแผนพัฒนาต่อไป
*******************************
จัดทำโดย
พลตรี ดร.สุชาต จันทรวงศ์
ชมรมดาราศาสตร์และมวลเมฆ จ.ราชบุรี

1 ม.ค.2566





วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565

เปิดฟ้าหาดาว@สวนผึ้ง : ชวนเข้าอบรมเชิงปฏิบัติการ

หากพูดถึง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี กับ ไอหนาว หมอกขาว ป่าเขียว และเสน่ห์แห่งขุนเขาตะนาวศรี แล้ว ถือว่ายังไม่ติดเทรนด์ของนักท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติเท่าใดนัก หากเทียบกับยอดดอย และอากาศหนาวของจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือแล้ว ยังถือว่าเป็นรอง แต่ถ้าสามารถสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นก็อาจพอสู้กันได้


เนื้อหา
  • ดูดาวไปทำไม?
  • สถานที่ดูดาวที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด
  • เปิดฟ้าสวนผึ้ง กับการอบรมเชิงปฏิบัติการดูดาวและถ่ายภาพดาราศาสตร์
  • คาดหวังให้ใครเข้าอบรม?
  • เปิดฟ้าหาดาว@สวนผึ้ง
ดูดาวไปทำไม?
"ดูดาวไปทำไม" เป็นคำถามที่ ผมถูกถามมากที่สุด เวลาไปชวนเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักมาดูดาวกัน แม้ปัจจุบันนี้ ผมก็ยังหาคำตอบที่เหมาะสมตอบพวกเขาไม่ได้เลย บางครั้ง ผมก็ตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า "แล้วทำไม จึงไม่อยากดูดาวกันหล่ะ"  พวกเขาก็จะอ้างเหตุผลมาตอบสารพัด เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีที่ดู ขี้เกียจเดินทาง เดินทางลำบาก ไม่อยากอดนอน ดูไม่รู้เรื่อง ดูไม่เป็น ฯลฯ 

หากเราย้อนไปศึกษาอารยธรรมและพฤติกรรมของคนโบราณ จะพบว่า การดูดาวเป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกสมัยนั้น  ดวงดาวนับล้านดวงที่ปรากฏให้เห็นเป็นความบันเทิงที่ผ่านเข้ามาในยามค่ำคืนอันมืดมิดและยาวนานสำหรับคนสมัยนั้น พวกเขาน่าจะรู้จักทุกการเคลื่อนที่ของทางช้างเผือก ทุกกลุ่มดาวที่สว่างไสว และทุกดาวตกที่พุ่งผ่านท้องฟ้า 

ที่มาของภาพ Stonehenge Dronescapes

หลักฐานที่แสดงให้เห็นก็คือ สิ่งก่อสร้างในโลกโบราณ มักจะมีโครงสร้างขนาดใหญ่  ไม่ว่า ปิรามิด วิหาร แท่งหินขนาดมหึมา ภาพวาด อักษร หรือคำจารึกต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงระหว่าง ท้องฟ้า พื้นดิน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว

ที่มาของภาพ NASA SCIENCE

อนุมานได้ว่า ท้องฟ้าในสมัยโบราณน่าจะมืดมิด สวยงาม เต็มไปด้วยดวงดาวที่ชัดเจนละลานตา ผิดกับท้องฟ้า ในสมัยนี้ที่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าส่องเรืองขึ้นไปบดบัง ผู้คนในเมืองใหญ่ ๆ ไม่มีโอกาสได้เห็นดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนเหมือนสมัยก่อน 

แสงไฟในเมือง บดบังดวงดาว

สถานที่ดูดาวที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด
ท้องฟ้าที่ อ.สวนผึ้ง และ อ.บ้านคา จัดว่าอยู่ในระดับท้องฟ้ามืดมากเหมาะสำหรับการดูดาว (ไม่ค่อยมีผลกระทบของแสงไฟจากเมืองรบกวน)  ดูภาพด้านล่างแล้วจะเห็นเป็นพื้นสีน้ำเงิน มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 150 กม.เศษ  ดังนั้น หากสามารถพัฒนาพื้นที่ทั้ง 2 อำเภอนี้ ให้เป็นพื้นที่สำหรับดูดาวหรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ได้  ก็จะทำให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ตลอดปี เพราะการดูดาว การดูทางช้างเผือก และดูปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์นั้น มีให้ชมตลอดทั้งปี 


เปิดฟ้าสวนผึ้ง กับการอบรมเชิงปฏิบัติการดูดาวและถ่ายภาพดาราศาสตร์
ผมเป็นคนธรรมดา ๆ ที่มีความสนใจเรื่องดาราศาสตร์ หลังจากเกษียณราชการ จึงมีเวลาพอที่จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องเหล่านี้  ผมมีแนวความคิดที่อยากจะให้มีการพัฒนาพื้นที่ อ.สวนผึ้ง และ อ.บ้านคา ของ จ.ราชบุรี  เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์อีกแหล่งหนึ่งของประเทศไทย พยายามไปพูดคุยหารือ กับข้าราชการ นักการเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกคนก็บอกว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ก็ไม่มีอะไรที่ส่อให้เห็นว่าจะมีใครเอาจริงเอาจัง 

ผมได้ก่อตั้งชมรมดาราศาสตร์และมวลเมฆ จ.ราชบุรี ขึ้นเมื่อตอนต้นปี 2565 หลังจากศึกษาองค์ความรู้และเสาะหาเครือข่ายพันธมิตรที่จะช่วยสนับสนุนได้พอสมควร ผมจึงตัดสินใจจัดกิจกรรมขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ "ดูดาวและถ่ายภาพดาราศาสตร์เบื้องต้น" ขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 ม.ค.2566 ในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี รับสมัครผู้เข้าอบรมจำนวน 30 คน เก็บค่าอบรมคนละ 900 บาท โดยมี อจ.วิรติ กีรติกานต์ชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ของประเทศไทย และทีมงาน ได้กรุณามาเป็นวิทยากรให้ (อ่านรายละเอียดการอบรม)

คาดหวังให้ใครเข้าอบรม?
การจัดอบรมครั้งนี้พยายามคิดต้นทุนให้ต่ำที่สุด เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถจ่ายได้ ชมรมฯ ไม่ได้หวังผลกำไรใด ๆ ก็แค่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น โดยคาดหวังกลุ่มเป้าหมายผู้ที่จะเข้ารับการอบรม ไว้ดังนี้
  • เป็นหลักสูตรเบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มใหม่ (Beginner) เพื่อปูพื้นฐานต่อยอดต่อไป
  • ผู้ที่ดูดาวหรือถ่ายภาพดาราศาสตร์ได้แล้ว แต่ยังไม่เคยเรียนทฤษฎีพื้นฐานอย่างจริงจัง หรือต้องการเสริมทักษะมากยิ่งขึ้น 
  • เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจดาราศาสตร์ ในพื้นที่ จ.ราชบุรี กรุงเทพฯ และ จ.ใกล้เคียง เข้ารับการอบรม โดยไม่ต้องเดินทางไกลมากนัก
  • อยากให้ ครููวิทยาศาสตร์ หรือครูสอนวิชาดาราศาสตร์ จากโรงเรียนและสถานศึกษาต่าง ๆ ในพื้นที่ จ.ราชบุรี และ จ.ใกล้เคียง เข้ารับการอบรมเพื่อนำความรู้ไปสอนเด็กนักเรียนและจัดกิจกรรมดาราศาสตร์ในโรงเรียนต่อไป (จ.ราชบุรี มีโรงเรียนเพียง 1 แห่งเท่านั้นที่เป็น รร.เครือข่าย "โครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์" ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ จากจำนวนทั้งหมด 560 แห่ง : ดูรายละเอียด)
  • ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว รีสอร์ท และโรงแรม โดยเฉพาะในเขต อ.สวนผึ้ง และ อ.บ้านคา เพื่อเตรียมการพัฒนาสถานที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ และเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดต่อไป
  • ผู้ที่มีอำนาจและผู้ที่จัดทำนโยบายและแผนพัฒนายุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของ จ.ราชบุรี


เปิดฟ้าหาดาว@สวนผึ้ง
มาร่วมเปิดฟ้าหาดาว@สวนผึ้ง ด้วยกันนะครับ โดยสมัครร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ "ดูดาวและถ่ายภาพดาราศาสตร์เบื้องต้น" ซึ่งบับเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นอย่างทางการในพื้นที่ จ.ราชบุรี โดย คนราชบุรี (อ่านรายละเอียด)
  • ส่งชื่อ สกุล เบอร์โทรศัพท์ ทางไลน์ได้ที่ https://line.me/ti/p/qEtxgCaoPR
  • ค่าอบรม 900 บาท รับจำนวน 30 ท่าน
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ 081 434 8777
**************************
พลตรี ดร.สุชาต  จันทรวงศ์
ประธานชมรมดาราศาสตร์และมวลเมฆ จ.ราชบุรี
9 ธ.ค.2565



ท้องฟ้ามืด! ไม่ได้หมายถึงพื้นที่ในเมืองต้องมืดตามไปด้วย (Dark sky not dark ground)

ผมพยายามพูดคุยเรื่อง "ท้องฟ้ามืด" กับ "มลพิษทางแสง"  ให้คนรอบ ๆ   ตัวฟัง เขาก็ฟังตามมารยาท ไม่ค่อยให้ความสนใจและรู้สึก...